ทำความเข้าใจระบบการเลือกตั้งใหม่ ปี 2562 ภายใน 3 นาที !


เลือกตั้ง ส.ส. ใช้บัตรใบเดียว เลือกได้เพียงหนึ่ง ‘คนที่รัก’ หรือ ‘พรรคที่ใช่’


หลังจากที่ประเทศไทยห่างหายจากการเลือกตั้งไปนานกว่า 7 ปี ถึงเวลาที่ชาวไทยทุกคนรอคอยกับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าเป็นเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2562 พร้อมกับระบบการเลือกตั้งรูปแบบใหม่ “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560

ก่อนอื่นสำหรับใครที่อายุเพิ่งถึง 18 ปีบริบูรณ์ หรือยังไม่เคยไปเลือกตั้งมาก่อน และไม่รู้ว่าเลือกตั้งไปทำไม? มาทำความรู้จักกับ ส.ส., ส.ส แบบบัญชีรายชื่อ (Party list), ส.ว. กันค่ะ



ส.ส. หรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะแบ่งเป็น 2 แบบคือ ส.ส. แบบแบ่งเขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ (Party lists) หรือพรรคการเมืองนั่นเอง โดยจะมีจำนวนทั้งสิ้น 500 คน ดำรงตำแหน่ง 4 ปี

ส.ว. หรือ สมาชิกสภาวุฒิสภา จะมาการจากแต่งตั้ง โดยมีทั้งสิ้น 200 คน ดำรงตำแหน่ง 5 ปีวาระเดียว คือไม่สามารถกลับมาเป็นได้อีก



สำหรับระบบการเลือกแบบใหม่ มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจและต้องทำความเข้าใจ ดังนี้
ระบบเลือกตั้งใหม่เรียกว่า
“ระบบจัดสรรปันส่วนผสม”

ส.ส.จำนวนทั้งสิ้น 500 คน แบ่งเป็นส.ส.เขต 350 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน
ประชาชนเลือก ส.ส. แบ่งเขต ส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อจะคิดตามสูตรคำนวณแบบใหม่
เลือกตั้งแบบ One Man One Vote คือคนที่ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง จะกาได้เบอร์เดียวใบเดียว เท่านั้น “1 คน 1 เสียง”
ผู้สมัครส.ส.เขต ที่ได้คะแนนมากที่สุดในเขตนั้น จะได้เป็น ส.ส. เมื่อคะแนนมากกว่าคะแนนโหวต No ด้วย
หากผู้สมัคร ส.ส. เขต ได้คะแนนเสียงเท่ากัน ให้จับฉลากต่อหน้า กกต. ประจำเขต
คะแนนเสียงทั้งหมดทุกคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้ นำมาคำนวณสัดส่วน ว่าแต่ละพรรคจะได้จำนวน ส.ส. เท่าใดจากที่นั่ง ส.ส. ทั้งหมด
นายกรัฐมนตรีไม่ต้องเป็น ส.ส. โดยพรรคการเมืองต้องแจ้งรายชื่อคนที่จะเป็น นายกรัฐมนตรี ให้สภาเห็นชอบ พรรคละไม่เกิน 3 รายชื่อ ทางกกต. จะประกาศให้ประชาชนได้พิจารณาลงคะแนนเสียงให้กับพรรคนั้น

การเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต
การเลือกส.ส.แบบใหม่ เหลือบัตรใบเดียว แต่มีส.ส. 2 ระบบ คือ ส.ส. แบ่งเขตและส.ส.บัญชีรายชื่อ(Party Lists) โดยแต่ละคนจะมี 1 คะแนนเสียง

โดย ส.ส. ระบบเขตมี 350 คน จาก 350 เขตเลือกตั้ง และผู้สมัครส.ส. จะได้เบอร์ตามที่จับได้ ตามลำดับ ไม่ได้แบ่งเขต

สมมติผู้สมัครของพรรค ก. ใน กทม. เขตที่ 1 จับได้เบอร์ 10 ผู้สมัครของพรรค ก. ใน กทม. เขตที่ 2 อาจจับได้เบอร์ 1

ดังนั้น ใน 30 เขตเลือกตั้งของ กทม. พรรค ก. จะมีหลายหมายเลขผู้สมัคร

จึงทำให้ต้องระมัดระวังในการกาบัตรและจำเป็นต้องจำเบอร์ของหมายเลขผู้สมัครที่เราต้องการจะเลือก เพราะหากเลือกผิดเบอร์ คะแนนอาจจะตกเป็นของพรรคอื่นที่เราไม่ได้ตั้งใจจะเลือกได้

ในการนับคะแนน ผู้สมัครส.ส.เขตที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด จะได้เป็น ส.ส. เมื่อ คะแนนเสียงมากกว่าคะแนน Vote No กรณีไม่มีใครได้คะแนนเสียงมากกว่า Vote No นั้นให้เลือกตั้งในเขตนั้นใหม่ และหากคะแนนเสียงเท่ากัน ให้จับฉลากต่อหน้ากกต. ประจำเขตเลือกตั้ง

แล้วส.ส. บัญชีรายชื่อ (Party Lists ) มาจากไหน?

สำหรับผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ จะต้องมาดูกันอีกทีว่าพรรคของตนได้สัดส่วนเท่าไรในคะแนนเสียงรวมกันทั่วประเทศ ตามสูตรการคำนวณดังนี้

เอาคะแนนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด ลบด้วยคะแนน Vote No และบัตรเสียออกก่อน (โดยนับเฉพาะคะแนนของพรรคที่ส่งส.ส.บัญชีรายชื่อ)
นำจำนวนดังกล่าวหารด้วย ส.ส. ทั้งหมด 500 คน จะได้คะแนนโดยประมาณต่อ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 คน
จากตัวอย่างคือ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คนควรได้คะแนน 90,000 คะแนน
เอาคะแนน ส.ส. เขตรวมทั้งประเทศของแต่ละพรรคที่ได้ หารด้วย 90,000 จะได้จำนวนที่เรียกว่า ‘ส.ส. ที่พึงได้’ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคจะมีได้ไม่เกินจำนวนนี้

สูตรคำนวณว่าแต่ละพรรคจะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อเท่าไร ให้ดูว่าจำนวน ส.ส. เขตมากกว่า เท่ากับ หรือน้อยกว่า ส.ส.ที่พึงได้
หากจำนวน ส.ส. เขต น้อยกว่า จำนวน ส.ส.ที่พึงได้ ให้เติมจำนวน ส.ส.ในบัญชีรายชื่อให้ครบ
หากจำนวน ส.ส. เขต มากกว่า หรือ เท่ากับ จำนวน ส.ส.ที่พึงได้ จะไม่เติมจำนวน ส.ส.ในบัญชีรายชื่อ เพราะถือว่าพรรคนั้นได้จำนวน ส.ส. ตามสมควรแล้ว



ดังตัวอย่าง พรรค ก ได้รับคะแนนเสียงจาก ส.ส. เขต 18 ล้านคะแนน เมื่อนำมาหารคะแนนเสียงต่อส.ส.ที่พึงมี 1 คน คือ 90,000 คะแนน จะได้จำนวน ส.ส. ที่พึงได้ 200 คน

เมื่อเทียบกับจำนวนส.ส. เขตที่ได้จริง คือ 200 คน ทำให้พรรค ก ไม่ได้รับการเติมจำนวนส.ส. ในบัญชีรายชื่อ เพราะพรรค ก ได้ในสิ่งที่สมควรแล้ว



สำหรับการได้มาของนายกรัฐมนตรี ในปี 2562

นายกรัฐมนตรีขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. โดยผู้ที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องได้รับคะแนน 376 เสียงขึ้นไป
คะแนนจะมาจากคะแนนเสียงจากทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งการได้มาของ ส.ว. ใน 5 ปีแรก จะมีจำนวน 250 คน ซึ่งจะได้รับการเลือก สรรหา แต่งตั้งโดย คสช. ซึ่งมาจาก 3 ทางคือ ผ่านการเลือกกันเองจากประชาชนที่มีความรู้ เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ หรือที่เคยทำงานหลากหลาย จำนวน 50 คน
ผ่านคณะกรรมการวุฒิสภา 194 คน สมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่ง 6 คน



สรุปประเด็นสำคัญ


เครดิต : @natchatriratchatchawan